เกริ่นๆ ! finding Galileo ตามหากาลิเลโอ ...

0 Comments
เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง "the secret life of walter mitty" เป็นภาพยนตร์ที่เป็นปลื้มเรื่องหนึ่งเลย และหลังจากไม่ได้ดูหนังมานาน เรื่องนี้ ในช่วงเวลาแบบนี้ ในช่วงเครียดของชีวิตแบบนี้ ถือว่าช่วยชีวิตไว้ได้เยอะเลย

หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ สิ่งแรกที่คิด ... คิดถึงการตัดสินใจของตัวเอง ... ในชีวิตของคนเรานี่นะ ตั้งแต่เกิดยันสิ้นลม เราจะมีการตัดสินใจสักกี่ครั้งที่เปลี่ยนชีวิตเรา ซึ่งบางทีเราก็รู้อยู่แล้วว่า ทุกย่างก้าว มันส่งผลถึงกับอนาคต แต่มันก็มีอะ การตัดสินใจครั้งใหญ่เลย เคยกันมั้ยนะ  (ต้องเคยสิ) การตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราเลย
สำหรับอีเมแล้ว ตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่เป็นความทรงจะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มันเปลี่ยนชีวิตคือ "การตัดสินใจออกจากมหาลัย " ออกมาเป็นเด็กซิ่ลและเข้าเรียนใหม่ การตัดสินใจนี้เปลี่ยนทั้งชีวิตเลยจริงๆ เราก็ไม่รู้นะถ้าตอนนั้นเราไม่เลือกตัดสินใจแบบนี้เราจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้ เราก็เป็นแบบนี้ เป็นอีเม เป็นเด็กมศว เป็นน้องสาวของพี่สาวฝาแฝด มีเพื่อนสนิทเป็นกระเทยปากแข็ง เคยใช้ชีวิตร่วมห้องกับเพื่อนผู้ชาย และจากการตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตนี้ (เปลี่ยนไงวะ?) ก็ก่อให้เกิดการตัดสินใจในทิศทางเดียวกันออกมาเรื่อยๆ

เช่น การทำงานพิเศษระหว่างเรียนที่ทำให้อีเมมีชีวตที่สนุกมากๆ และได้กลายมาเป็นแอดมินมึนๆ ซึ่งตอนนี้นอกจากภาษาญี่ปุ่น เราก็มีทักษะที่สามารถประกอบอาชีพอื่นได้ หรือการตัดสินใจออกจากงานที่รักเพื่อมาเป็นล่ามมึนๆ ที่อะไรก็ไม่เก่งสักอย่าง ... ถ้าตอนนั้น เราไม่ตัดสินใจซิ่ล เราจะได้มายืนจุดนี้มั้ยนะ จุดที่ได้ตัดสินใจแบบนี้  ... บ้าบอ มันไม่มีคำตอบ ฮ่าๆ

The Secret Life of Walter Mitty เป็นเรื่องราวของ มิตตี้ (Ben Stiller) คือ ชายวัยกลางคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจในห้องฟิล์มอันอุดอู้ ของบริษัทนิตยสาร Life แต่ที่ไม่ธรรมดาคือมีอาการฝันกลางวันแบบหลุดโลกติดตัวมาด้วย

       คราวซวยมาเยือนเมื่อบริษัทถูกซื้อไปแปรรูปเป็นนิตยสารออนไลน์ ทำให้ต้องมีการปฏิรูปองค์กร ซึ่งมาพร้อมการไล่พนักงานที่ไม่จำเป็นออก เรื่องราวดูยังไม่เลวร้ายเท่าไหร่นัก เพราะหน้าที่ของมิตตี้ คือการรับผิดชอบรูปของนักถ่ายภาพชื่อดังนามว่าฌอน (ฌอน เพย์น) ที่ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นมาร่วม 16 ปี แต่ความซวยซ้ำซ้อนเกิดขึ้นเมื่อรูปที่ 25 ที่ต้องใช้ลงในหน้าปกนิตยสารฉบับสุดท้ายเกิดหายไปและมันเป็นความรับผิดชอบของมิตตี้

       มิตตี้ต้องออกเดินทางตามหาฟิล์มหมายเลข 25 ซึ่งกำหนดอนาคตชีวิตการทำงานของเขา โดยไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้ จะเปลี่ยนชีวิตเค้าไปตลอดกาล

หลังจากที่ได้รู้จักมิตติ้ (ชื่อของตัวเองในหนัง) เราเคยรู้สึกว่า ชีวิตเรามันน่าเบือนะ ช่วงจุดเวลานึงเองที่คิดถึง ทำไมมันน่าเบื่อแบบนี้นะ แต่จริงๆแล้ว เราดีกว่ามิตตี้ในตอนแรกด้วยซ้ำ มิตตี้แทบจะไม่มีเรื่องราวในชีวิต จริงๆแล้ว เรามีความฝัน มิตตี้ก็มีความฝัน แต่ความฝันมักยังเป็นความฝัน ซึ่งมันก็มีหลากหลายเหตุผลที่เป็นได้ทั้งข้ออ้างและข้อเท็จจริง แต่ถึงจะพูดแบบนี้ ถ้าเราอยากทำความฝันมันเป็นมีความเป็นจริงได้ ... ซึ่งพื้นเพของมิตตี้เองไม่ได้เป็นคนเอื่อยเฉื่อยหรือเป็นคนที่นิ่งอยู่กับโลกแต่แรก แต่ด้วยสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวมันกลายเป็นว่าเขา จึงจำต้องเป็นคนแบบนั้น ซึ่งในช่วงชีวิตที่เขาต้องตัดสินใจทำแบบนั้น เขาอาจที่จะต้องเลิกเป็นคนแบบที่ตัวเองเคยเป็น

เราใฝ่ฝันว่า เราอยากจะท่องเที่ยวไปทั่วโลก ... อยากเป็นคนที่โลกไม่ลืม เราเคยคิดว่าชีวิตเรามันไม่มีอะไรเลย ทำงานเงินเดือนน้อย (ถึงจะเป็นงานที่รัก) แต่ความฝันเราก็ไม่ได้เป็นจริง มีการตัดสินใจอยู่ในวันนึงที่ทำให้เราคิดว่า ต้องมีอะไรเปลี่ยน ... ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดหรอกว่า อะไรที่มันจะเปลี่ยนตามไป

อีเมชอบฝันกลางวัน เมื่อก่อนก็เป็นบ่อย เคยคิดอยากทำนั่นทำนี่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ เราเคยคิดอยากจะเป็นอยากจะทำอะสักอย่างในฝัน ถ้าไม่ได้ลงมือทำ มันก็ยังเป็นแบบนั้นใช่มั้ย จริงๆแล้วเราอยากทำหรือเปล่านะ บางคนบอกว่า "เราอยากทำแบบนี้นะ แต่ว่า ...." บลาๆๆๆ อยากทำแต่มีแต่ มันไม่ใช่ ถ้าไม่อยากทำก็คือไม่อยากทำ เพราะจะทำก็คือต้องทำ ถ้าพูดแบบนั้นเราก็ควรเปลี่ยนใหม่เป็น "เราไม่อยากทำอะเพราะเรา... บลาๆ แต่ถ้าเรา...บลาๆ เราจะทำ" (เขียนบ้าบ้าอะไรนิ)

สรุปความฝันของอีเม มันมีข้ออ้างมากมาย ซึ่งก็เป็นทั้งข้อเท็จจริง และข้ออ้างจริงๆ ซึ่งการตัดสินใจที่ผ่านมา และจะบันทึกต่อไปนี้ มันจะบอกเราได้ชัดเจนว่า เราไม่ควรทำฝันให้เป็นแค่ความฝัน (เหมือนไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณที่ฝันมานาน) คุณจะมีข้ออ้าง คุณเคยมีข้ออ้าง มีคำพูดแบบไหนก็ช่างเหอะ ถ้าคุณฝัน คุณควรจะลงมือได้แล้ว

มิตตี้ตัดสินใจออกตามหาฟิล์มหมายเลขที่ 25 ... และในช่วงชีวิตนึง อีเมออกไปตามหากาลิเลโอ !!


ปล. บันทึกเก็บไว้อ่านตอนแก่ อิอิ


You may also like

ไม่มีความคิดเห็น:

About us